รวมบทความ

โอกาสและอุปสรรคของอาหารฮาลาลไทยในตลาดอินโดนีเซีย

โอกาสและอุปสรรคของอาหารฮาลาลไทยในตลาดอินโดนีเซีย

 

เรียบเรียงโดย

ดร.ศราวุฒิ อารีย์

รองผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา

สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บทนำ

          ปัจจุบันประชากรมุสลิมทั่วโลกมีมากกว่า 1,600 ล้านคน เป็นประชากรส่วนใหญ่ใน 57 ประเทศ และกระจายตัวอยู่ในอีกกว่า 110 ประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมฮาลาลเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการประเมินโดย Dubai Chamber ใน ค.ศ. 2015 พบว่า ตลาดอาหารฮาลาลโลกมีมูลค่าประมาณ 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี หากรวมผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ เข้าไปด้วย มูลค่าเศรษฐกิจฮาลาลจะสูงถึง 23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี เลยทีเดียว จากตัวเลขประชากรมุสลิมและมูลค่าตลาดของเศรษฐกิจฮาลาล ส่งผลให้หลายประเทศโดยเฉพาะประเทศผู้ผลิตอาหารรายสำคัญของโลกให้ความสนใจและกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศเพื่อหวังชิงส่วนแบ่งตลาดฮาลาลที่มีมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี

              ไทยเป็นประเทศส่งออกอาหารฮาลาลอันดับ 10 ของโลก สร้างรายได้เข้าประเทศไม่น้อยกว่า 200,000 ล้านบาท หรือกว่าร้อยละ 20 ของมูลค่าส่งออกอาหารของประเทศทั้งหมดในแต่ละปี และมีอัตราขยายตัวร้อยละ 8 ต่อปี ในช่วง 5 ปีหลัง ด้วยเหตุนี้ภาครัฐจึงมีนโยบายสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีการนำเอายุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจสินค้าและบริการฮาลาลปี 2016 – 2020 มาใช้เป็นแผนงานในการพัฒนาเศรษฐกิจฮาลาลของประเทศ เพื่อยกระดับประเทศไทยขึ้นสู่ 1 ใน 5 ของประเทศผู้ส่งออกอาหารฮาลาลโลกให้ได้ภายในปี 2020 โดยประเทศไทยมีศักยภาพในด้านการผลิตอาหาร มีความได้เปรียบในด้านวัตถุดิบที่หลากหลายและมีคุณภาพ อีกทั้งยังมีความพร้อมด้านวัตถุดิบอาหารฮาลาล ทั้งไก่ เนื้อ และอาหารทะเล ประกอบกับมีองค์กรทำหน้าที่รับรองและควบคุมมาตรฐานฮาลาลที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลหลายฝ่ายจึงเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาลโลกได้ไม่ยาก

          อย่างไรก็ตาม หากต้องการยกระดับประเทศขึ้นเป็น 1 ใน 5 ประเทศผู้ส่งออกอาหารฮาลาลโลก ไทยคงไม่สามารถละเลยตลาดฮาลาลของอินโดนีเซียได้ ด้วยจำนวนประชากรมุสลิมที่มีกว่า 210  ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 86.1 ของประชากรทั้งหมด ทำให้อินโดนีเซียเป็นตลาดอาหารฮาลาลที่มีขนาดใหญ่มาก ปริมาณการซื้อขายอาหารฮาลาลในตลาดอินโดนีเซียอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี และมีอัตราการเติบโตร้อยละ 7-10 โดยประมาณ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดอาหารฮาลาลของอินโดนีเซียจะมีขนาดใหญ่และเป็นที่สนใจของผู้ประกอบการส่งออกจากประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย แต่การค้ากับอินโดนีเซียก็ต้องคำนึงถึงปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ด้วย

          บทความนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสและอุปสรรคของผลิตภัณฑ์ฮาลาลไทยที่มีศักยภาพ ในการเข้าไปรุกในตลาดฮาลาลอินโดนีเซีย  โดยจะนำเสนอหัวข้อหลัก ๆ เริ่มต้นจากเรื่องเข้าใจตลาดอาหารฮาลาลประเทศอินโดนีเซีย ตามด้วยเรื่องพฤติกรรมผู้บริโภคสินค้าอาหารฮาลาลในอินโดนีเซีย และเรื่องโอกาสของสินค้าไทยที่จะเข้าไปประเทศอินโดนีเซีย ปิดท้ายด้วยเรื่องอุปสรรคของสินค้าไทยในการที่จะรุกเข้าไปในตลาดฮาลาลอินโดนีเซีย

 

1. การค้าอาหารระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย

 

         ในภาพรวมแม้การค้าอาหารระหว่างไทยกับตลาดโลกจะเติบโตเป็นที่น่าพอใจ แต่การค้าอาหารระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย โดยเฉพาะการส่งออกอาหารไทยไปอินโดนีเซีย ยังไม่เติบโตมากนัก ทั้ง ๆ ที่อินโดนีเซียถือเป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดในอาเซียนและเป็นตลาดการส่งออกอาหารที่มีศักยภาพ ทั้งนี้ อินโดนีเซียมีความต้องการอาหารเพื่อการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.2 ต่อปี[1] การผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ต้องนำเข้าอาหารจากต่างประเทศมีมูลค่าสูงถึง 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี หรือประมาณปีละ 3.1 แสนล้านบาท[2] สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะขยายการส่งออกเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดอาหารฮาลาลของอินโดนีเซียมากขึ้น

         อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลปี 2016 ไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารไปยังอินโดนีเซียเป็นอันดับที่ 3 ของโลกรองจากสหรัฐฯ และออสเตรเลีย อินโดนีเซียนำเข้าอาหารจากไทยมีปริมาณลดลงในระยะหลัง จากปีที่ 2011 มีมูลค่านำเข้าจากไทยอยู่ที่ 1,612,821,769 เหรียญสหรัฐฯ ลดลงเหลือ 1,547,967,012 เหรียญสหรัฐฯ และลดลงไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2013 2014 และ 2015 เหลือมูลค่าการนำเข้าจากไทยแค่ 1,016,079,100 เหรียญสหรัฐฯ  1,091,448,656 เหรียญสหรัฐฯ และ 1,072,072,926 เหรียญสหรัฐฯ ตามลำดับ  อย่างไรก็ตาม ปริมาณการนำเข้าอาหารจากไทยตามข้อมูลปี 2016 ได้เพิ่มขึ้นเป็น 1,271,487,103 เหรียญสหรัฐฯ[3]

       หากวิเคราะห์การค้าอาหารระหว่างไทยกับอินโดนีเซียจะพบว่า สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ของไทยที่ส่งไปขายในตลาดอินโดนีเซียเป็นสินค้าอาหารแปรรูปขั้นต้น ซึ่งไม่ได้เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจมากนัก เช่น น้ำตาลและขนมที่ทำจากน้ำตาล ข้าวและธัญพืช ผักปรุงแต่ง ผลไม้ ถั่ว หรือส่วนอื่น ๆ ที่ได้จากพืช ปลาและสัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลังปรุงแต่งอื่น ๆ เครื่องดื่ม สตาร์ชจากมันสำปะหลังหรือแป้งดิบจากมันสำปะหลัง สารปรุงแต่งอาหารเบ็ดเตล็ด ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ และอื่น ๆ ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกไปยังตลาดฮาลาลของอินโดนีเซีย ยังมีมูลค่าไม่มากนัก เช่น อาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป ผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกแช่แข็งและแปรรูป รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปอื่น ๆ และเครื่องปรุงรส อย่างไรก็ตาม สาเหตุประการหนึ่งที่ผู้ประกอบการอาหารไทยยังไม่สามารถขยายการส่งออก หรือส่งออกปริมาณลดลงในหลายปีตามตัวเลขข้างต้น อาจเป็นเพราะไม่เข้าใจผู้บริโภคของอินโดนีเซียที่บริโภคอาหารฮาลาล ซึ่งอินโดนีเซียเป็นตลาดฮาลาลที่มีศักยภาพทั้งด้วยตัวเลขประชากรมุสลิมและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยอินโดนีเซียมีมูลค่าตลาดคิดเป็นร้อยละ 16 ของตลาดอาหารฮาลาลโลก หรือประมาณ 78,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่หากพิจารณาบริบทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอันส่งผลให้การส่งออกอาหารฮาลไทยเข้าไปอินโดนีเซียลดน้อยลง พบว่าผู้ประกอบการไทยขาดความรู้ข้อมูลด้านการตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงข้อมูลด้านกฏระเบียบข้อบังคับทางการค้าเพื่อช่วยวางแผนการตลาดอันสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคอินโดนีเซีย

 

2. เข้าใจตลาดอาหารฮาลาลประเทศอินโดนีเซีย

 

          อินโดนีเซียมีตลาดภายในประเทศที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยมีประชากรซึ่งเป็นผู้บริโภคประมาณครึ่งหนึ่งของตลาดอาเซียน ด้วยตลาดที่ใหญ่และผู้บริโภคที่มีจำนวนมากทำให้อินโดนีเซียเป็นเป้าหมายของการกระจายสินค้าบริโภคอุปโภครายใหญ่ทั้งของภูมิภาคและผู้ค้าระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มที่มีการแย่งส่วนแบ่งการตลาดกันอย่างมาก สถิตย์ มโนปัญจสิริ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนา “โอกาสทองของอุตสาหกรรมอาหารไทยในอินโดนีเซีย”[4] ว่าประชาชนในอินโดนีเซีย มีรายได้แตกต่างกันมาก มีช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนสูง จึงส่งผลให้มีพฤติกรรมการบริโภค และ ไลฟ์สไตล์ในการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน โดยสามารถแบ่งกลุ่มผู้บริโภคได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

1.  ผู้มีรายได้สูง มีประมาณร้อยละ 10-15 หรือประมาณ 24.5 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายจีน ชอบสินค้าแบรนด์เนม นิยมแต่งตัวด้วยเครื่องประดับหลายชิ้นมีลักษณะแวววาว เลือกซื้อในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ คำนึงถึงคุณภาพ รสชาติ ความแปลกใหม่ ฯลฯ มากกว่าราคา

2.   ผู้มีรายได้ต่ำถึงระดับกลางมีประมาณร้อยละ 80-90 รับประทานอาหารตามร้านค้าข้างทาง ซุ้มขายอาหารข้างทาง เน้นสินค้าราคาถูก เป็นต้น ส่วนรสนิยมและพฤติกรรมของผู้บริโภคนั้นมีส่วนคล้ายคลึงกับคนไทย คือ ชอบกินของมัน ของทอด เช่น ไก่ทอด เต้าหู้ทอด เนย ปอเปี๊ยะ เป็นต้น และชินกับการรับประทานอาหารจีน แต่ก็นิยมรับประทานอาหารรสชาติจัด ชอบพริก หอมแดง และเครื่องเทศ  ส่วนในรายงานของ GAIN Report กระทรวงเกษตรสหรัฐได้สรุปข้อมูลความชอบและรสนิยมของผู้บริโภคอินโดนีเซียทั่วไป ดังนี้ [5]

        1) อาหารสด คนส่วนใหญ่นิยมบริโภคอาหารสด ซึ่งหาได้ทั้งในประเทศและนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านด้วยราคาที่ไม่แพงสามารถซื้อบริโภคได้ โดยทั่วไปอาหารที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีการศึกษาคือ อาหารเพื่อสุขภาพ ผู้บริโภคจะถูกกระตุ้นผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือโทรทัศน์ อาหารที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มคนที่มีระดับรายได้ปานกลางและรายได้สูง ได้แก่ อาหารสด น้ำผลไม้และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของผลไม้ อาหารออร์แกนิค ขนมหวาน ที่ปราศจากน้ำตาล อาหารสำเร็จรูปที่ให้คุณค่าสารไฟเบอร์สูง ผลิตภัณฑ์นมเนย อาหารและเครื่องดื่มที่มีวิตามินและแคลเซียม

         2) อาหารว่าง อาหารว่างทั้งอาหารพื้นเมืองและสมัยใหม่ยังคงเป็นอาหารยอดนิยมของผู้บริโภคอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะเป็นขนม ลูกกวาด พาย เค้ก ขนมปังกรอบ ไอศกรีม ขนมขบเคี้ยว เป็นต้น

        3)  เครื่องปรุงรส แม้คนอินโดนีเซียจะนิยมใช้สิ่งปรุงรสชาติอาหารของท้องถิ่น แต่ในปัจจุบันก็มีผู้ผลิตอาหารหลายรายพยายามที่จะคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่โดยการนำเอาเครื่องปรุงรสท้องถิ่นมาผสมกับเครื่องปรุงรสนำเข้า

        4)  อาหารแช่แข็งและบะหมี่สำเร็จรูป เป็นอาหารอีกประเภทหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมของเหล่าคุณแม่    ในอินโดนีเซียที่ทำงานนอกบ้าน เพราะง่ายต่อการจัดเตรียมสำหรับลูก ๆ

        5)  ขนาดและราคาสินค้า สินค้าที่มีขนาดเล็กที่ราคาไม่สูงและง่ายต่อการพกพา ก็มีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกซื้อของผู้บริโภค

       6)  ฉลากและส่วนประกอบของอาหาร สิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคอินโดนีเซียให้ความสนใจก่อนการตัดสินใจซื้อ คือ ดูส่วนประกอบและวัตถุหรือสิ่งเจือปนในอาหาร ปริมาณโมโนโซเดียมกลูตาเมต (MSG) ไขมัน น้ำตาล เกลือ และสารกันบูดในห่อบรรจุสินค้า



[1] “ผู้ส่งออกอาหารฮาลาล…ทำไม? ไทยควรเริ่มที่อินโดนีเซีย”. 8 ตุลาคม 2559. [Online] เข้าถึงจาก www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9590000101457

[2] “อินโดฯบริโภคอาหารโตพุ่ง หนุนไทยรุกตลาดฮาลาลขึ้นท็อปไฟว์โลก”. 21 กันยายน 2559. [Online] เข้าถึงจาก http://today.line.me>article

[3] ศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร สถาบันอาหาร. [Online] เข้าถึงจาก http://fic.nfi.or.th

[4] “แนะนักธุรกิจไทยบุกตลาดอินโดนีเซีย.” 2554. ผู้จัดการรายสัปดาห์, [ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อ 6 มิถุนายน 2555. จาก http://www.manager.co.th/mgrweekly/ViewNews.aspx?NewsID=9540000076588

[5] Fahwani Y.R. & Jonn Slette. 2016 “Indonesia Exporter Guide”. USDA Foreign Agricultural Service. Gain Report. No. ID1642. (December 29, 2016)

 

เอกสารประกอบ :

ระบบรับรองฮาลาล

ระบบลงทะเบียนขอรับรองฮาลาลนี้จัดทำขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการที่สนใจขอรับรองฮาลาล

คลิก